ใจเปลี่ยนได้ทุกสิ่ง ( Everything is possible with the mind power) ( ตอนที่ 1)
ตอนที่ 1 ใจเป็นใหญ่
ทุกอย่างสำเร็จด้วยใจ
หากเราสังเกตดีๆ
จะพบว่าในชีวิตประจำวันเรานั้น มักจะวนเวียนอยู่กับเรื่องของใจ อยู่ตลอดเวลา
บางทีเราก็สังเกตได้ บางทีเราก็ลืมไปบ้าง
มีคำโบราณมากมายที่พูดถึงเรื่องของใจไว้ เช่น ใจหายใจคว่ำ ,ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว , ตกใจ, ใจตก,
ไม่เข้าใจ, ใจคอไม่ดี, ปันใจ, ดีใจ, เสียใจ, เศร้าใจ, ใจสั่น, สิ้นใจ เป็นต้น
คำโบราณเหล่านี้ ไม่ใช่ถูกใช้แบบลอยๆ แต่ล้วนแล้วแต่มีความหมายลึกซึ้ง
ที่เราคาดไม่ถึง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ได้เคยตรัสไว้ชัดเจน ว่า
“ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ มีใจประเสริฐสุด สำเร็จด้วยใจ” และพระอริยสาวก ตลอดจนครูบาอาจารย์นักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย
ต่างเข้าใจในสิ่งที่พระองค์ค้นพบ นำมาถ่ายทอด จากคนยุคแรก จนถึงปัจจุบัน ฉะนั้น
คำที่เกี่ยวข้องด้วย ใจ จึงเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของคนตั้งแต่สมัยพุทธกาล แต่ในปัจจุบัน น้อยคนนักจะซาบซึ้งถึงคำต่างๆเล่านี้ หากไม่ได้ปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ
จนเกิดปัญญาเข้าใจเรื่องของใจ
ผมเป็นคนหนึ่งที่สนใจ
( ใจที่ถูกสนเข้าไปในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เหมือนการสนเข็ม) ในเรื่องของใจ แม้จะไม่ใช่นักปฏิบัติธรรมตัวยง
ที่บรรลุธรรม มีฤทธิทางใจ เหมือนพระอริยะ หรือหลวงปู่ หลวงพ่อ แต่ในฐานะของอารามบอยคนหนึ่ง
ก็ควรที่จะรับรู้ เข้าใจ ( เอาใส่เข้าไปในใจ) เพื่อจะได้อยู่วัด
แบบไม่เสียข้าวสุกหลวงพ่อ ที่โยมมาถวายทุกวันด้วยความศรัทธาอย่างแรงกล้า คิดว่าน่าจะให้ธรรมะ หรือประโยชน์
แก่คนที่สนใจเรื่องธรรมะ หรือคนมาวัดบ้าง ไม่มากก็น้อย และในครั้งนี้
ผมจึงอยากจะเอาเรื่องของ “ฤทธิทางใจ” มาถ่ายทอด ในแบบฉบับประสบการณ์ตรง
ที่ไม่ลอกเลียนใคร
เพราะหากเราได้ประสบพบอานุภาพของใจ ด้วยตัวเราเองแล้ว
เราก็สามารถพูดได้เต็มปาก เต็มคำว่า “ธรรมะของพระพุทธเจ้า
มีจริง ดีจริง เราได้ลองทำดูแล้ว
ได้ผลจริง ตามที่พระองค์สอน” เหมือนกับการที่เราจะโฆษณา ชวนคนซื้อขนม
สักอย่างหนึ่ง หากเราไม่ได้ชิมขนมเอง เราก็ยากที่จะบอกคนอื่นว่า
มันอร่อยยังไง ฉันใด ก็ฉันนั้น…
ตอนที่ 2 ฤทธิทางใจ พลังจากใจหยุดนิ่ง
ถ้าพูดถึงฤทธิทางใจ ความหมายในพระพุทธศาสนา นั้นคือ
ความสามารถทางใจ ที่สามารถทำในสิ่งที่เกินกว่ามนุษย์ธรรมดา จะสามารถทำได้ เช่น
การระลึกชาติ การอ่านใจผู้อื่น
การทำกิเลสให้หมดสิ้นไปจากใจ
จะทำได้ก็ต่อเมื่อ ใจมีพลังหยุดนิ่งมากๆ
เหมือนเลนส์นูนที่รวมแสงอาทิตย์ไว้จุดเดียว นิ่ง
จนเกิดพลังความร้อนที่สามารถเผาผลาญสิ่งต่างๆได้
หรือเหมือนกับ ตาของพายุ
ที่หยุดนิ่ง ตรงศูนย์กลางของพายุ มีพละกำลังมหาศาลที่จะทำลายสิ่งต่างๆที่มันผ่านไป
ฉันนั้น…
สิ่งที่ผมว่ามานี้ หนีไม่พ้น เรื่องของการทำสมาธิ นั่นเอง ฉะนั้น หากใครอยากมีฤทธิทางใจ มากๆ
ก็ต้องหมั่นฝึกใจให้มีพลัง และหยุดนิ่งตรงกลาง ด้วยการฝึกสมาธินั่นเอง แต่ที่สำคัญคือ ต้องเป็นสมาธิที่เกิดประโยชน์
ไม่ใช่เกิดโทษ ที่เกิดขึ้นเพื่อทำลายล้างผลาญกันนั่นเอง แม้เราจะเข้าใจฤทธิทางใจว่ามีจริง
แต่ความเป็นจริงก็คือ
เรายังทำไม่ได้อย่างที่พระอรหันต์ หรือพระอริยะ หลวงปู่ หลวงตา
ท่านทำกัน หลายคนจึงไม่อยากจะนั่งสมาธิ และพาลไปว่าการฝึกสมาธิ ทำให้บ้าบ้าง ทำให้เห็นวิญญาณร้ายบ้าง
ทำให้เสียเวลาบ้าง อย่างนี้เรียกว่า แค่คิดก็ได้บาปแล้ว เพราะเข้าข่าย “มิจฉาทิฏฐิ”
หรือความเห็นผิดจากความเป็นจริง… ผมกำลังจะบอกทุกคนได้รู้ว่า อานุภาพของใจ จากการฝึกสมาธินั้น มีจริงๆ
และผมก็ประสบด้วยตัวผมเอง หลายๆครั้ง แม้จะไม่ได้หวือหวา แต่ก็พอจะเป็นกำลังใจให้ใครต่อใคร
หันมาฝึกใจด้วยการฝึกสมาธิบ้าง ไม่มาก ก็น้อย…
ตอนที่ 3 สมาธิแบบเด็กๆ
เรื่องราวของ ฤทธิทางใจ ที่ผมสัมผัสได้ และจำได้แม่น
ก็สมัยตอนที่ผมยังอายุราวๆ 6-7
ขวบ เป็นการทดลองใช้ ฤทธิทางใจ แบบเด็กๆ ด้วยการสั่งสมบุญ และอธิษฐานจิต แล้วหลังจากนั้น
ความจริงกับสิ่งที่อธิษฐานก็ตรงกัน…วันนั้นเป็นวันที่
15
เมษายน ราวปี 2523-24 ผมได้มีโอกาสได้ไปทำบุญที่วัดเก่าแก่แห่งหนึ่งในจังหวัดลำปาง
คือ วัดพระธาตุลำปางหลวง
ช่วงนั้นเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ และผู้คนจากทุกสารทิศ จะมุ่งหน้าไปทำบุญ ณ
วัดแห่งนี้ เพราะมีความเชื่อว่า ผลบุญจะส่งผลให้ชีวิตมีความเจริญรุ่งเรือง
และประสบความสำเร็จ เนื่องจากเป็นที่ประดิษฐาน พระแก้วมรกต ที่เก่าแก่
และพระธาตุสีทององค์ใหญ่ที่สูงตระหง่าน มองเห็นจากไกลๆ ที่เรียกว่า
พระธาตุลำปางหลวงนั่นเอง… ตอนนั้นผมถูกจูงมือไปกับคุณแม่ตลอดเวลา
ในระหว่างที่เดินเข้าไปในบริเวณวัด ซึ่งคราคร่ำไปด้วยผู้คน มากมาย หญิงชาย ลูกเล็ก
เด็กแดง เต็มวัดไปหมด แทบจะไม่มีที่เดิน ผู้คนเหล่านี้ต่างมีศรัทธาอย่างยิ่งที่จะมาบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และไหว้องค์พระแก้วมรกต ตลอดจนการบูชาพระธาตุลำปางหลวง ผมไม่รู้จักใครเลย นอกจากคุณแม่ของผมเอง
ไม่กล้าผละมือจากท่านเลย เพราะกลัวหลง
และอาจจะถูกลักพาตัวได้ แม่บอกว่า “อย่าไปเล่นที่ไหน ถ้าไปไหนไกล
เดี๋ยวผีจะเอาไปซ่อน” ผมกลัวคำที่แม่บอกมาก จึงไม่คิดที่จะไปไหนไกลเลย ได้แต่มองตรงนั้น มองตรงนี้ และแล้ว แม่ก็พาผมมาถึง จุดทำบุญที่
พระธาตุลำปางหลวงสีทอง ที่เมื่อผมเงยหน้าขึ้นไปมอง ก็มีความตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก…
ตอนที่ 4 อธิษฐานเพื่อวางแผนชีวิต
ผมสังเกตผู้คนต่างเข้าแถวรอคิวทำบุญกับองค์พระธาตุกันมากมาย
เขาจะเข้าไปทำบุญก่อน ด้วยการหยอดเงินในตู้รับบริจาค แล้ว
ก็หยิบกระแป๋งสีทองแดงเล็กๆ
ข้างในนั้นมีน้ำขมิ้น ส้มป่อย
ซึ่งทางภาคเหนือนิยมใช้เป็นน้ำสรงพระพุทธรูป และพระธาตุ ตลอดจดรดน้ำ
ดำหัวผู้ใหญ่ อีกด้วย ฉะนั้นน้ำขมิ้น ส้มป่อย จึงเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ ที่ใครๆต่างใช้เป็นอุปกรณ์ในการสั่งสมบุญนั่นเอง… ผมรอคิวกับแม่ไปเรื่อยๆ
จนถึงจุดที่ทำบุญ แม่ก็เอาตังค์ให้มา
ซึ่งผมจำไม่ได้ว่ากี่บาท
แล้วก็รับน้ำขมิ้น ส้มป่อย มา 1
กระแป๋ง กระป๋องนี้จะถูกผูกกับสายลวดที่ขึงจากฐานพระธาตุ
ไปสู่ยอดพระธาตุ ยาวมาก ราวๆ 100 เมตร เห็นจะได้
จากนั้น แม่บอกผมว่า “ อธิษฐานซิ”
ผมจึงหลับตาสักครู่ แล้วเปล่งคำอธิษฐานออกมาจากปาก โดยไม่อายใครที่อยู่ตรงนั้นเลยว่า “ ขอให้ผมเรียนเก่งๆ เรียนได้เกรด 4 ทุกวิชาด้วยเถิด”
จากนั้นเจ้าหน้าที่ให้ผมดึงลวด เพื่อขับเคลื่อนกระแป๋งน้ำส้มป่อย
ขึ้นไปสู่ยอดพระธาตุ ด้วยระบบชักรอก อย่างช้าๆ
ใจผมตื่นเต้นมาก ไม่เคยทำอย่างนี้มาก่อน ใจมันลอย และมีความสุขมาก ที่ได้ทำบุญแบบนี้ พอน้ำสัมขมิ้นส้มป่อย
ถูกผมกระตุกรดยอดพระธาตุเสร็จ ผมก็ไปทำบุญอื่นๆกับแม่ ความรู้สึกปลื้มในบุญนั้น
ยังไม่เลือนจากใจผมไปเลย แม้ถึงปัจจุบัน …และมันเป็นสิ่งมหัศจรรย์
ที่ผมได้พบคือ หลังจากผลเกรดออกมาในเทอมนั้น ผมได้ 4 เกือบทุกวิชา
ซึ่งแม้จะไม่ตรงกับที่อธิษฐานไว้ร้อยเปอร์เซ็นต์ นั่นไม่ใช่ประเด็น แต่สิ่งที่ผมได้สัมผัสได้คือ “อานุภาพของใจ เมื่อได้ฝึกสมาธิ
แม้ชั่วครู่ ก็มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีในชีวิตได้” การอธิษฐานจิต เป็นเสมือน การตั้งเป้าหมาย
หรือการตั้งหางเสือเรือ ในการเดินทางในชีวิต โดยมีบุญ และความดีเป็นทุน หากอธิษฐานจิตดี กำกับไว้ เป้าหมายชีวิตก็จะชัดเจน ไม่สะเปะสะปะ
ไม่เสียเวลาในการดำเนินชีวิต
และชีวิตก็จะเดินทางไปสู่ความสุข ความสำเร็จที่แท้จริงได้ ในเวลาอันสั้น
ตรงกันข้าม หากเราทำความดี
หรือทำบุญแล้ว ไม่อธิษฐานจิต เปรียบเหมือน
การมีเสบียง และน้ำมันไว้เต็มที่ แต่เดินทางไปอย่างไร้เป้าหมาย แวะโน่น
แวะนี่ ไม่นาน เสบียงก็หมด
และก็ไม่ถึงจุดหมายปลายทางที่ควรจะไป
และมักจะพูดว่า บุญไม่ส่งผลบ้าง
ทำไมบุญส่งผลช้าจัง
อย่างนี้ถือว่า ทำไม่ถูกหลักวิชชา…
